หนังเรื่องนี้ชื่อ "Strawberry and Chocolate" (Fresa y Chocolate) ยาวหน่อยนะครับ เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของรายงานที่ส่งครูน่ะ เบลอๆ งงๆเล็กน้อยนะ(หรือมากหว่า...) เพราะรีบปั่นสุดตัว55+ ยังไงก็ขอเอามาใช้เป็นวัตถุดิบในบลอคตัวเองหน่อยละกันนะครับผม
โชคร้ายของดีเอโก้
การวิพากษ์สังคมคิวบาของ Strawberries and Chocolateซึ่งมุ่งเน้นไปที่วาทกรรมทางการเมืองช่วงทศวรรษ70ของประเทศ ด้วยบริบททางสังคมดังกล่าวข้างต้น ทำให้ดีเอโก้ ตัวละครเอกซึ่งถูกกำหนดให้เป็นเพศที่สาม ต้องเผชิญกับแรงเสียดทานจากยุคสมัยที่ชาวรักร่วมเพศถูกกดขี่ หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือการถูกกันออกไปเป็นคนชายขอบการกำหนดให้ตัวละครเป็นรักร่วมเพศนั้นช่วยขับดันประเด็นการเมืองที่ต้องการนำเสนอถึงความแตกต่างของความคิดทั้งสองขั้วซึ่งเป็นผลมาจากการปฏิวัติคือ แนวคิดคอมมิวนิสต์และแนวคิดทุนนิยม หรือในทางกลับกันบริบททางสังคมที่ตัวละครหลักอาศัยอยู่นั้นก็ช่วยให้เราได้ทราบและเข้าใจมุมมองของคนในสังคมที่มีต่อพวกรักร่วมเพศ แถมซ้ำร้ายยังเป็นบุคคลที่มีความคิดขบถต่อกระแสหลักของสังคมด้วย
ในจุดแรก การเป็นที่เพศสามของดีเอโก้นั้นทำให้เราสามารถมองเห็นภาพความแตกต่างของสองตัวละครหลัก(ดีเอโก้ และเดวิด)ซึ่งเป็นตัวแทนของสองแนวคิดได้อย่างชัดเจนกล่าวคือภาพลักษณ์และลักษณะของเพศที่สามรวมถึงทัศนคติโดยรวมที่สังคมส่วนใหญ่มีต่อคนกลุ่มนี้ช่วยทำให้เราเห็นถึงความแปลกแยกทางแนวคิดโดยผ่านบุคลิกของตัวละคร โดยหากอ้างอิงจากบริบทที่กล่าวมาข้างต้น การเปิดเผยตัวตนของเกย์หรือ come out นั้นส่วนหนึ่งมาจากความเก็บกดจากการถูกกระทำโดยรัฐบาลในช่วงหลายทศวรรษนอกจากนี้ ภาพเหมารวม (stereotype)ของเกย์ยังเป็นตัวแทนของการกบฏที่มาจากความไม่ซื่อตรงต่อเพศตัวเองและสิ่งที่พระเจ้ากำหนดมา เกย์เป็นสัญลักษณ์ของผลผลิตจากทุนนิยมด้วยความเชื่อที่ว่าพฤติกรรมและจำนวนที่มากขึ้นของคนเหล่านี้เป็นอิทธิพลมาจากความเจริญของแวดวงสื่อสารมวลชนในระบบที่เน้นตัวเงินเป็นหลัก เกย์เป็นตัวแทนของความช่างคิดช่างฝัน มีอารมณ์อ่อนไหว ดังเช่นดีเอโก้ที่คลั่งไคล้ในศิลปะ ปะติมากรรม วรรณกรรม รวมถึงศิลปะในการใช้ชีวิตที่หวังจะเป็นอิสระจากการเซ็นเซอร์ของรัฐบาลท้ายที่สุด เกย์ยังถูกมองว่าเป็นเพศแห่งการแสวงหาเซ็กส์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด การเปิดเผยตัวตนของดีเอโก้นั้นอาจไม่สร้างปัญหาให้เขาได้เท่ากับการเปิดเผยความคิดและทัศนคติที่มีต่อประเทศในขณะนั้นแต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการเข้าใจที่มาของทัศนคติของตัวละครและประเด็นเพศที่สามช่วยส่งเสริมให้หนังมีน้ำหนักมากขึ้นเพราะโดยส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อว่าทั้งสองเรื่องนี้เกี่ยวข้องกัน กล่าวคือ ดีเอโก้พยายามที่จะแสดงจุดยืนแนวคิดและความต่างของตนเอง โดยการหาที่ทางที่จะจัดนิทรรศการแสดงผลงานของตนกับเพื่อน ซึ่งสิ่งนี้เองที่อาจแสดงความต้องการที่จะหาพื้นที่สักมุมหนึ่งให้กับตัวตนที่แตกต่างของเขา อีกนัยหนึ่งก็สามารถมองได้ว่าเป็นการโต้กลับหรือfight back จากส่วนลึกภายในจิตใจต่อการถูกกดขี่และถูกมองว่าเป็นพวกที่อ่อนแอที่ควรจะปล่อยให้ภาระในการพัฒนาประเทศเป็นของผู้ที่แข็งแกร่งกว่าอย่างเยาวชนซึ่งเป็นผลผลิตจากการศึกษาตามความต้องการของรัฐบาล
ในที่สุด ถึงแม้ดีเอโก้จะถูกขับออกนอกประเทศ ความพยายามของเขาก็ไม่ได้สูญเปล่าไปเสียทั้งหมด เพราะแม้จะต้องยอมรับความจริงที่ว่าเขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของประเทศได้ แต่ผลลัพธ์ของการปะทะกันอย่างเนิ่นนานตลอดทั้งเรื่องระหว่างดีเอโก้กับเดวิด ก็นำไปสู่ความเข้าใจพร้อมๆไปกับการเจริญเติบโตของเดวิดและชัยชนะของดีเอโก้ที่อย่างน้อยที่สุด เขาก็สามารถทำให้คนหนึ่งคนได้เห็นและรับรู้รวมถึงเข้าใจความคิดความต้องการของตน ซึ่งรวมไปถึงการมองเห็นคุณค่าและตัวตนที่แท้จริงในแบบที่ดีเอโก้เป็น การมองและเข้าใจคนๆหนึ่งในฐานะเพื่อนมนุษย์โดยปราศจากอคติจากความคิดที่ว่าใครที่คิดหรือเป็นไม่เหมือนเรา คนนั้นคือคนผิด
โชคดีของเดวิด
หากมองเผินๆอาจคิดว่าปัญหาของดีเอโก้เกย์สาวนั้นช่างหนักหนาเสียเหลือเกิน แต่หากพิจารณาดูอย่างลึกซึ้งแล้ว คนที่มีจุดยืนที่เป็นไปตามกระแสอย่างเดวิดนั้นน่าเป็นห่วงยิ่งกว่า เพราะสิ่งนี้เองที่สามารถสะท้อนความไม่ประสาหลายๆอย่างของหนุ่มน้อยผู้นี้ เหตุด้วยระบบการศึกษาของคิวบาในขณะนั้นที่เห็นเยาวชนเป็นเครื่องจักรสำหรับขับเคลื่อนเพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของการปฏิวัติ น่าเสียดายที่ว่าสถาบันการปกครองของคิวบาจะเข้มแข็งกว่านี้ หากรูปแบบการศึกษาสอนให้เยาวชนอย่างเดวิดได้คิดมากกว่าสอนให้เชื่อ จะเห็นได้ว่าในตอนแรกเดวิดนั้นดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไรเลย เพราะเขาดูไม่มีความสับสนใดๆกลับค่อนข้างแน่วแน่เสียด้วยซ้ำ แต่อันที่จริงแล้วเป็นเพราะว่าเดวิดถูกสอนให้เชื่อมาตลอด เขาจึงไม่ได้ใช้ระบบความคิดตามแบบที่นักศึกษามหาวิทยาลัยรุ่นเขาควรจะมี เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจริงๆแล้วเขากำลังศรัทธาในอะไร ความไร้เดียงสาของเขาสะท้อนออกมาในงานเขียนที่เต็มไปด้วยข้อมูลทางประวัติศาสตร์ซึ่งผิดๆถูกๆ ซ้ำร้าย เขาจะรู้บ้างไหมว่าเช เกวาร่า วีรบุรุษที่เขาเทิดทูนถึงขั้นนำรูปมาติดที่ห้องของดีเอโก้นั้นไม่ใช่ชาวคิวบาโดยกำเนิดอย่างที่เขาคิด ที่เป็นเช่นนี้อาจเพราะเขาไม่เคยมีโอกาสที่จะรู้จักโลกในหลายๆแบบอย่างลึกซึ้งและจริงจัง ซึ่งสิ่งนี้เองที่ต่างจากดีเอโก้ซึ่งรู้จักแนวทางและสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ รวมถึงความหอมหวานของอิสรภาพและความขมขื่นจากการปฏิวัติอย่างแท้จริง
อีกสิ่งหนึ่งที่เดวิดสามารถสะท้อนความคิดและตัวตนของชาวคิวบาส่วนใหญ่ในสถานการณ์ที่เพศที่สามถูกกดขี่ได้เป็นอย่างดีก็คือ อาการรังเกียจเพศเดียวกัน(Homophobia) ลักษณะดังกล่าวสามารถกล่าวได้ว่าเป็นทัศนคติและจุดยืนในการมองโลกที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของลักษณะทางการรับรู้และอารมณ์ของปัจเจกบุคคล คนที่มีทัศนคติแบบนี้ ทางการแพทย์เรียกได้ว่าเป็นผู้ป่วยทางจิต ซึ่งจะเป็นทั้งเหยื่อและผู้กดขี่ไปในเวลาเดียวกัน แต่อันที่จริงแล้วอาการดังกล่าวสามารถสื่อประเด็นและให้ความหมายในเชิงสังคมได้ ดังจะเห็นได้จากปัญหาการรังเกียจและการกีดกันคนกลุ่มนี้ดังที่ได้กล่าวไปในตอนต้นจนถึงขั้นที่ว่ารัฐบาลเริ่มตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว เริ่มแรกเดวิดมีอาการดังกล่าวอย่างเห็นได้ชัด ทันทีที่เขาถูกรุกโดยดีเอโก้ แต่แล้ว ท้ายที่สุดเมื่อความสัมพันธ์ของคนทั้งสองไม่ถูกปิดกั้นโดยกำแพงทางความคิดและเปิดใจสื่อสารกันแล้ว ดีเอโก้ก็ได้สัมผัสกับความหอมหวานอันแปลกใหม่ของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นของขวัญทางความรักและกามารมณ์ หรือไอศกรีมสตรอเบอร์รี่ถ้วยหวานที่เสิร์ฟคู่กับประสบการณ์ชีวิตอันหมักบ่มด้วยน้ำตาของดีเอโก้
*ท้ายสุดนี้ ขอให้ทุกท่านร่วมไว้อาลัยให้กับการเผารายงานชิ้นสุดท้ายของผม และร่วมยินดีกับการหลุดพ้นจากชีวิตนิสิตอันแสนจะเส็งเคร็ง** ขอบคุณครับ