MyFilm

ทำไมข้าจึงรักใครไม่ได้?
เพราะว่าเจ้าคือ คีแซง
เราต่างก็เป็นมนุษย์เฉกเช่นเดียวกัน เหตุใดบางคนจึงสูงส่งและบางคนช่างต่ำต้อย
เพราะวิถีของโลกเป็นเช่นนั้นเอง

ข้ามิอาจละทิ้งความรักของข้าเพียงเพราะโลกเป็นเช่นนี้ ข้าจะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้เพื่อความรักของข้า ลองดูเถิด ข้าจะแสดงให้ประจักษ์ว่าความเป็นมนุษย์นั้นมีค่าเกินกว่าโลกใบนี้

คีแซง ชื่อตำแหน่งที่ถูกหยิบยื่นให้กับบรรดานางโลมในศตวรรษที่16 สมัยราชวงศ์โชซอนของเกาหลี อาชีพต่ำศักดิ์อันเป็นที่มาของเรื่องราวความรักและการปลดเปลื้องตัวตนออกจากเปลือกนอกอันยิ่งใหญ่ของ ฮวาง จิน ยี (ซอง เฮ เคียว จาก My Girl and I, ซีรีส์ Autumn in My Heart และ Full House) อดีตหญิงสาวสูงศักดิ์แห่งตระกูลผู้มั่งคั่งซึ่งเลือกที่จะละทิ้งชาติกำเนิดอันสูงส่งของตนเข้าสู่วิถีแห่งสามัญชนและเลี้ยงชีพด้วยการปรนเปรอบุรุษเพศเพื่อหลุดพ้นจากฐานะทางสังคมที่ฉาบฉวย พร้อมกับก้าวเดินเข้าสู่ตำนานพิสูจน์รักแท้กับชายผู้เป็นที่รัก นอม ยี (ยู จี แท จาก Oldboy) ชายหนุ่มมาดนิ่งผู้เคยเป็นทาสของเธอและกลายเป็นอาชญากรที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ

ฮวาง จิน ยี ภาพยนตร์ย้อนยุคฟอร์มยักษ์แห่งปีของเกาหลีที่ดัดแปลงมาจาก นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ของ ฮอง ซุค จุง นักเขียนชาวเกาหลีเหนือ ผสานกับฝีมือของผู้กำกับชาวเกาหลีใต้ จาง ยุน ฮุน (Contact, Tell Me Something และ Some) แม้จะเป็นที่น่าเสียดายว่าฉากแม่น้ำแคซอง และแดดอง ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับชีวิตของ ฮวาง จิน ยี มากที่สุดนั้นกลับไม่ได้รับอนุญาตให้มีการถ่ายทำถือ แต่ก็ถือเป็นโชคดีของกองถ่ายเรื่อง ฮวาง จิน ยี ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปใช้สถานที่ถ่ายทำในเกาหลีเหนือตามฉากหลัง อาทิ ภูเขาเคียมกัง ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีที่เกาหลีเหนือจะได้นำเสนอภาพลักษณ์อีกด้านของประเทศสู่สายตาชาวโลก ซึ่งก็คือ ทัศนียภาพทางธรรมชาติที่สวยงาม ซึ่งไม่บ่อยครั้งนักที่เราจะมีโอกาสได้ชื่นชม

ซอง เฮ เคียว กลับมารับบทดราม่าหนักอึ้งอีกครั้งหลังจากที่เราเคยสงสารและร้องไห้ตามไปกับเธอมาแล้วในซีรี่ส์ชื่อดัง รักนี้ชั่วนิรันดร์(Autumn in My Heart) แต่ก็ถือเป็นครั้งแรกที่เธอได้มีโอกาสชิมลางบทบาทที่ต้องย้อนยุคไปร่วมหลายร้อยปี ซอง เฮ เคียวพูดถึงบท ฮวาง จิน ยี หญิงสาวผู้เป็นที่หมายปองของชายหนุ่มทุกชนชั้น แต่กลับเลือกที่จะอุทิศชีวิตและรักเดียวให้กับชายผู้ที่ไม่มีความมั่นคงในชีวิต ซึ่งนำไปสู่การแสวงหาเสรีภาพและแรงปรารถนาที่จะเห็นโลกมีความเท่าเทียมกันให้กับมนุษย์ว่า เป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับเธอมากเพราะตัวเธอเองไม่เคยเล่นละครหรือหนังโบราณมาก่อนจึงทำให้เธอรู้สึกว่าต้องแบกความรับผิดชอบไว้สูงขึ้นเพราะว่าทุกๆคนต้องทำงานหนักมากกว่าเดิมเพื่อที่จะให้หนังออกมาดีที่สุด

ฮวาง จีน ยี (HWANG JIN YI)
ประเทศ: เกาหลีใต้

ประเภท: ชีวิต
(Drama)
ผู้กำกับภาพยนตร์: จาง ยุน ฮุน

นักแสดง : ซอง เฮ เคียว,ยู จี แท, ริว ซวง รอง, ยุน ยู จุง
ความยาว : 141 นาที
กำหนดฉาย: 30 สิงหาคม 2550


ไม่บ่อยครั้งนักที่จะได้ชมภาพยนตร์พะยี่ห้อเทศกาลหนังเมืองคานส์ ที่ดูสนุก

ไม่ซับซ้อน แต่ขณะเดียวกันก็ไม่เขวและยังคงลุ่มลึกด้วยเนื้อหาของการสำรวจจิตใจตัวละคร แถมคราวนี้ด้วยความจงใจของผู้กำกับ เดนิส เดอกูร์ ที่ต้องการให้ตัวละครเอกมีบทพูดเพียงน้อยนิด The Page Turner จึงส่งผลให้คนดูต้องดูไปลุ้นไป นั่งไปเกร็งไปยิ่งกว่าดูหนังสยองขวัญดาดๆบางเรื่อง และลงเอยด้วยการเอาใจเข้าข้างฝ่ายมารจนเกือบไม่ทันรู้ตัว

เมลานี พรูโวส์ (เดบอร่า ฟรองซัวส์) พาคนดูเข้าสู่การแสดงครั้งสำคัญของเธอ หากแต่การแสดงครั้งนี้ไม่ใช่การอวดความสามารถด้านเปียโนที่เธอรัก แต่เป็นการแสดงฝีมือแก้แค้น อารีอาน ฟูเชกูร์ (แคทเธอรีน โฟรท์) นักเปียโนหญิงชั้นครูผู้ที่ดับอนาคตเส้นทางการเป็นนักดนตรีของเธอนั่นเอง ด้วยคุณสมบัติและรูปสมบัติที่เพรียบพร้อม เมลานี จึงได้รับความไว้วางใจและโอกาสได้ดังที่เธอปรารถนา ทั้งการได้เข้าฝึกงานในบริษัทกฎหมายชื่อดังของฝรั่งเศส เป็นพี่เลี้ยงชั่วคราวให้กับลูกชายของหัวหน้า และท้ายที่สุด เป็นคนคอยพลิกหน้าโน้ตเปียโนให้กับ อารีอาน ภรรยาของหัวหน้าเธอนั่นเอง ซึ่งถือเป็นการเปิดฉากการชำระแค้นเมื่อสิบปีที่แล้วอย่างแท้จริง

ด้วยความที่ The Page Turner เลือกที่จะไม่ให้ตัวละครสื่อสารออกมาเป็นคำพูดมากนัก หนังจึงดูกระชับ ไม่เยิ่นเย้อ และทำให้หนังไม่น่าเบื่ออย่างที่หลายๆคนกลัวกันเมื่อพูดถึงภาพยนตร์จากฝรั่งเศส ข้อดีอีกข้อของการถามคำตอบคำของบรรดาตัวละครเอก โดยเฉพาะ เมลานี ก็คือหนังมีที่ว่างให้คนดูที่ชอบขบคิดและสำรวจพฤติกรรมตัวละครได้มีเวลาสนุกสนานกับการตีความสีหน้า การกระทำ และคำพูดของสาวน้อยหน้าหวาน แต่สวยประหารอย่างเมลานี และผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ คนดูเหล่านั้นจะรู้สึกกดดัน อึดอัด แต่กลับรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก โดยเฉพาะหลายๆฉากที่ตัวเอกทั้งสองคือ เมลานี และอารีอานต้องมาปะทะกันด้วยความเงียบ ก็ทำให้คนดูต้องอึ้ง ทึ่ง เสียว ไปตามๆกัน ที่ต้องอึ้ง ทึ่ง เสียว ก็เพราะหนังดันหยิบประเด็นรักร่วมเพศมาเล่นโดยไม่มีการบอกกล่าว และอย่างที่รู้กันว่าความนิ่งและเงียบนี่แหละ ที่ทำให้คนเราเกิดความคิดและจินตนาการเตลิดได้ไปไหนต่อไหน เมื่อพูดถึงประเด็นนี้จึงทำให้นึกถึงหนังอีกหนึ่งเรื่องคือ Notes on a Scandal ซึ่งว่าด้วยชีวิตของเรือจ้างหญิงสองคนกับเรื่องราวที่กลืนไม่เข้า คายไม่ออก ที่ได้การแสดงอันสุดยอดของ จูดี้ เดนช์ และเคท แบลนเช็ทท์ มาถ่ายทอดสัญชาตญาณดิบของมนุษย์อย่างถึงแก่น เพราะโดยคร่าวแล้วทั้ง The Page Turner และ Notes on a Scandal ต่างพูดถึงเรื่องของผู้หญิงต่างวัยสองคนที่ต้องมาเผชิญหน้ากันทั้งในฐานะมิตรที่แสนดีและศัตรูตัวฉกาจ นอกจากนี้หนังทั้งสองเรื่องยังขับเคลื่อนด้วยประเด็นเดียวกันคือ ความปรารถนาที่ซ่อนเร้นของตัวละคร (ชีบ้า ฮาร์ท เคท แบลนเช็ทท์- ใน Notes on a Scandal มีสัมพันธ์สวาทกับนักเรียนชาย) รวมถึงความกระหายในรสเพศเดียวกัน (บาร์บาร่า โคเว็ต จูดี้ เดนช์- ใน Notes on a Scandal เป็นหญิงแก่เลสเบี้ยนผู้โดดเดี่ยว)

อย่างไรก็ตาม หนังทั้งสองเรื่องก็มีจุดต่างสำคัญที่จะทำให้เราเข้าใจตัวละครและความเป็นไปของหนังได้มากขึ้น ใน Notes on a Scandal ชีบ้า และบาร์บาร่า แม้จะผลัดกันเป็นผู้แพ้ผู้ชนะ แต่ต่างก็มีท่าทีที่ถ้อยทีถ้อยอาศัยและพึ่งพากันตลอดทั้งเรื่อง ไม่เว้นแม้แต่ตอนที่ความจริงทุกอย่างถูกเปิดเผยหรือตอนที่ใครคนใดคนหนึ่งถูกหักหลังก็ตาม จนถึงตอนสุดท้ายที่ตัวละครทั้งสองจากกันด้วยความเข้าใจและเดินหน้าเพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ ต่างจาก The Page Turner ที่เรียกได้ว่า เมลานีนั้นชนะแบบนอนมาตั้งแต่ต้นเรื่องและเป็นคนคุมเกมอยู่ตลอดเวลา และท้ายที่สุด ใครจะไปคาดคิดว่าสิบนิ้วที่กดคีย์เปียโนบรรเลงเพลงอันแสนไพเราะจะทรงอานุภาพน้อยกว่าสองปลายนิ้วที่คอยพลิกโน้ต เพราะเมื่อเกมจบ มีเมลานีเพียงคนเดียวที่ได้ใช้ชีวิตอันสดใส ปราศจากความแค้นฝังใจ และทิ้งอารีอานไว้กับชีวิตที่ล่มสลายและครอบครัวที่พังทลาย

แฝด

เข้าไปดูหนังเรื่องนี้โดยไม่คาดหวังอะไร เพราะรู้ๆกันอยู่ว่าเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้กับหนังประเภทนี้ แต่ก็คิดในใจว่าอย่างน้อยที่สุดก็คงไม่เสียดายตังค์ล่ะวะ เพราะดูจากหน้าหนังแล้วก็พอปลุกอารมณ์ให้นึกถึงเนื้อในที่น่าจะประทับใจอยู่ไม่น้อย แล้วก็เป็นจริงอย่างที่คิด หนังสนุกได้ที่ แม้จะไม่ล้ำเลิศกว่าชัตเตอร์ด้วยพล็อตเรื่องที่เนียนสู้ไม่ได้และคาดเดาได้ไม่ยาก (อย่างไรก็ตาม เราชอบเรื่องนี้มากกว่าชัตเตอร์นะ เพราะรู้สึกว่าได้ลุ้นกับแฝดเยอะกว่า) แต่ก็ยังถือว่าตัวบทมีน้ำหนักน่าเชื่อถืออยู่เกือบตลอดเวลาและมีลูกล่อลูกชนในการเฉลยปมของเรื่องที่สวยงามไม่ขัดใจ (ต่างจากหนังไทยบางเรื่องที่ดูไปก็ต้องหงุดหงิดไปตลอดทั้งเรื่อง อาจเป็นเพราะอากาศมันเปลี่ยนแปลงบ่อย55+) เพราะทุกอย่างในเรื่องมีที่มา ทุกซีนในเรื่องมีที่ไป ฉันก็เลยไม่รู้สึกขัดใจ55+

ว่าด้วยเรื่องของการแสดง นอกจากการแสดงของมาช่าที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างมากแล้ว ถ้าหากไม่พูดถึงคุณน้องฝาแฝดตัวจริงที่เล่นเป็นพิมกับพลอยตอนวัยรุ่นแล้ว ก็ถือว่ามีตาหามีแววไม่ ก็ถ้าน้องสองคนนี้แสดงไม่ถึงแล้วล่ะก็ การแสดงของพี่ช่าก็คงจะดูประหลาดใช่มั้ยล่ะ ถ้าน้องสองคนเล่นง่อย แล้วพี่ช่าเล่นดีอย่างนี้ พี่ช่าก็จะดูเยอะนะครับ เยอะเกิน แล้วก็คงจะดูตลกพิลึก แต่นี่บอกได้คำเดียวครับ ผมให้เครดิตเธอสองคนเต็มๆเลย

ส่วนพระเอกหรอ ก็ไม่แย่นะ เห็นได้ชัดว่าพัฒนาขึ้นเยอะเลยแหละ แต่อาการรู้ก่อนของพระเอกคนนี้เมื่อไหร่จะหายไป แล้ว reaction จริงๆเมื่อไหร่จะมาซักที อ้อ อีกอย่างนึง รู้สึกเหมือนวีกับพิม(หรือพลอยนั่นแหละ)เป็นแค่เพื่อนกันอ่ะ ไม่รู้สึกถึงปฏิกิริยาเคมีของคนทั้งคู่เลยตั้งแต่คราวที่เล่นมิวสิกวิดีโอด้วยกันแล้ว มาคราวนี้ยิ่งหนักเพราะต้องดูคนทั้งคู่อยู่ด้วยกันราวสองชั่วโมงทีเดียว (หรือเป็นเพราะไม่มีเลิฟซีนหว่า) แอบคิดว่าที่เป็นคนนี้อีกครั้งเป็นเพราะหาพระเอกประกบเจ๊ช่ายากมั้ง

ท้ายสุด ขอบคุณมาช่ากับการแสดงลึกๆสวยๆที่มาจาก inner ของเธอในหลายๆฉาก

ขอบคุณชื่อลัคกี้ของเจ้าหมาที่ช่วยให้เราเดาเรื่องได้ตั้งแต่วินาทีแรก (เอ...หรือควรจะด่าวะ55+)

ขอบคุณผู้กำกับทั้งสองที่ช่วยทำให้เราลืมเรื่องเครียดๆได้ในช่วงเวลาหนึ่ง

ขอบคุณที่โลกนี้มีแฝด

*เรื่องนี้น่าจะถูกนำไปรีเมคได้ดีอีกเรื่องนะเนี่ย